Articles

หลักการแสดงเบื้องต้น

Written by Super User on . Posted in Article

 การเคลื่อนไหวตามจินตนาการ

     การเคลื่อนไหวเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการแสดงต่าง ๆ อย่างหนึ่งซึ่งสามารถใช้ในการสื่อความหมายต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยบทพูดบทเจรจานอกจากนี้ การเคลื่อนไหวยังช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในบทบาทการแสดง ทำให้น่าติดตามและช่วยสร้างบุคลิกของตัวละครให้เด่นชัด รวมทั้งช่วยสร้างบรรยากาศการแสดงให้น่าชม

     หลักการเคลื่อนไหวตามบทบาทการแสดง มีดังนี้

     1.  ต้องสอดคล้องกับบทละครและบุคลิกลักษณะของตัวละคร

     2.  ต้องมีการเปลี่ยนลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่กับที่หรือแสดงท่าทางเดิมนานเกินไป

     3.  ต้องเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ตะกุกตะกัก

     4.  ต้องเคลื่อนไหว และสื่อความหมายได้ชัดเจน

     5.  ต้องมีลีลาตามจังหวะดนตรีประกอบหรือบทบาทที่ได้รับ จะทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์คล้อยตาม

 
การใช้เสียงและภาษาในการแสดง

 

     ในบทเจรจาหรือบทพูดของตัวละคร ควรคำนึงถึงการใช้เสียงและภาษา เพราะการพูดสามารถสื่อความหมาย ความคิด ความรู้สึกของตัวละครให้ผู้ชมรับรู้และเข้าใจได้ ผู้แสดงจึงควรใช้คุณสมบัติของเสียงให้เกิดประโยชน์ในการแสดง เช่น การใช้เสียงดัง-เบา เสียงสูง-ต่ำ เป็นต้น

     1.  การใช้เสียงในการแสดง

          ผู้แสดงสามารถใช้เสียงในการแสดง โดยมีหลักกการ ดังนี้

          1.  การใช้เสียงจะต้องสอดคล้องกับจังหวะการเคลื่อนไหวของตัวละคร

          2.  จะต้องเปล่งเสียงให้ดัง ชัดเจน มีความมั่นใจ ไม่ตะกุกตะกัก

          3.  ใช้คำพูดให้ถูกอักขรวิธี ถ้าพูดผิดอาจทำให้เกิดความประหม่าได้

          4.  ใช้น้ำเสียงให้สอดคล้องกับคำพูดและอารมณ์ของตัวละคร

          5.  ต้องมีจังหวะในการพูด เพื่อแสดงอารมณ์ของตัวละคร เช่น อารมณ์เศร้าก็พูดช้า ๆ อารมณ์โกรธก็พูดเร็ว ๆ หรือพูดเสียงดัง เป็นต้น

     2.  การใช้ภาษาในการแสดง

          การใช้ภาษาในการแสดง ผู้แสดงควรเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ของตัวละคร ซึ่งภาษาที่ใช้ในการแสดง แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

          1.  ภาษาทางการ เป็นภาษาที่ใช้กับตัวละคร หรือสถานการณ์ที่เป็นทางการ เช่น หมอพูดกกับคนไข้ นักเรียนสนทนากับครู เป็นต้น

          2.  ภาษาไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้กับตัวละครหรือสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการ เป็นกันเอง เช่น นักเรียนคุยกับเพื่อน เป็นต้น

          3.  คำราชาศัพท์ เป็นภาษาที่ใช้กับตัวละครที่เป็นกษัตริย์และราชวงศ์หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนที่เป็นกษัตริย์หรือราชวงศ์ เช่น พระราชาพูดกับอำมาตย์ เป็นต้น

     3.  การแสดงเป็นตัวละคร

          ในการแสดงละคร ผู้แสดงมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทบาทของตัวละครที่ได้รับ ซึ่งผู้แสดงที่ดีนั้นจะต้องแสดงให้สมบทบาทและพยายามเรียนรู้รวมถึงพัฒนาการแสดงของตนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการฝึกฝนการใช้เสียง การเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพ

          การแสดงเป็นตัวละครที่ดีนั้น ควรฝึกปฏิบัติ ดังนี้

          1.  ศึกษาบทละครที่ได้รับ ให้รุ้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีเหตุการณ์และตัวละครอะไรบ้าง

          2.  ท่องจำบทพูด บทเจรจา ให้แม่นยำทั้งคำพูดและจังหวะในการพูด

          3.  ศึกษาตัวละครที่ตนเองได้แสดงว่า มีบุคลิกนิสัย บทบาทหน้าที่อะไรในเรื่อง เพื่อจะได้แสดงให้สมบทบาท

          4.  มีการซ้อมก่อนการแสดงจิรง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่เกิดการผิดพลาดเมื่อแสดงจริง

          5.  การแสดงละคร ควรให้เกียรติและให้ความร่วมมือกับนักแสดงคนอื่น ๆ เช่น ร่วมฝึกซ้อมการแสดงร่วมกับผู้อื่น

 

ที่มา : เอกรินทร์ สีมหาศาล และคณะ. ศิลปะ ป.3. พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.

รูปภาพ : Kadperforming Arts

 

สอนศิลปะการละครกันทำไม

Written by Super User on . Posted in Article

            ผู้สอนวิชาศิลปะการละคร ต้องระลึกไว้เสมอว่า การละคร คือ สภาพแวดล้อมทางจิตใจที่มีอิทธิพลสูงมากอย่างหนึ่งต่อการศึกษาอบรมเยาวชน ละครที่นำมาเผยแพร่ทางสื่อการแสดงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเวที ภาพยนตร์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ จะมีผลโดยตรงต่อการสร้างค่านิยม รสนิยม และกล่อมเกลานิสัยใจคอของเยาวชน ดังนั้นการสอนวิชาศิลปะการละครจึงจะต้องทำให้ถูกวิธี ต้องสอนให้เยาวชนมีความรักและเข้าใจในศิลปะที่ดีงาม สามารถนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถทางศิลปะการละครไปใช้ให้เกิดประประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สามารถแสดงออกอย่างเสรีทั้งด้านความรู้สึกและความคิด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ก้าวร้าวผู้อื่น สามารถอุทิศตนเองเพื่อผลสำเร็จของละครโดยส่วนรวม และไม่คำนึงถึงความเด่นความดังเฉพาะตัว ซึ่งอุปนิสัยดังกล่าวจะทำให้เป็นผู้ที่มีลักษณะนิสัยน่าคบหา มีมนุษยสัมพันธ์ดี และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยความสามัคคี 

            ผู้สอนจะต้องเน้นในด้านรสนิยมที่ถูกต้อง เพื่อมุ่งให้ผู้ที่ได้ศึกษาวิชาศิลปะการละครมีความมุ่งมั่นที่จะใฝ่หาความรู้ความชำนาญด้านศิลปะ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะการละครที่มีคุณค่าต่อไป หรืออย่างน้อยก็สามารถเป็นผู้ชมที่มีความรู้และรสนิยมดี สามารถดูและวิจารณ์การละครได้ ซึ่งย่อมเป็นผลให้ผู้ที่สร้างสรรค์ละคร จะต้องพยายามยกมาตรฐานละครที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชม

            นอกจากจะมุ่งให้ผู้ศึกษารู้คุณค่าของศิลปะการละครและสามารถใช้ความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพหรือการศึกษาต่อในระดับสูงแล้ว ผู้สอนยังจำเป็นจะต้องเน้นถึงคุณค่าทางจริยธรรมที่มีอยู่ในการละคร อันจะนำความงดงามของจิตใจมาสู่ผู้ศึกษาและเป็นแนวทางในการนำไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการศึกษาศิลปะการละคร

เรียบเรียง : รศ.สดใส พันธุมโกมล

ความหมายของศิลปะการแสดง

Written by Super User on . Posted in Article

            ศิลปะการแสดง เป็นคำที่ใช้เทียบคำภาษาอังกฤษว่า ‘Performance Arts’ หมายถึง ศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการแสดง ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบดั้งเดิมหรือประยุกต์ ได้แก่ การละคร การดนตรี และการแสดงพื้นบ้าน นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้คำจำกัดความของคำว่าศิลปะการแสดงอีกหลายรูปแบบ อาทิ อริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์ชาวกรีก ให้คำนิยามคำว่า "ศิลปะการแสดง คือ การเลียนแบบธรรมชาติ

            ลีโอ ตอลสตอย ให้คำจำกัดความว่า เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์ ด้วยการใช้คำพูดถ่ายทอดความคิด และศิลปะของการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก

            ดับเบิลยู.เอช. ปาร์กเกอร์ (W.H.Parker) กล่าวไว้ว่า ศิลปะการแสดง คือ การแสดงออกถึงจินตนาการ ความปรารถนาในจิตใจของมนุษยชาติ

            รองศาสตราจารย์ สดใส พันธุมโกมล ผู้ก่อตั้งภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ศิลปะการแสดง คือ ศิลปะที่เกิดขึ้นจากการนำภาพจากประสบการณ์และจินตนาการของมนุษย์มาผูกเป็นเรื่อง และจัดเสนอในรูปแบบของการแสดง โดยมีผู้แสดงเป็นผู้สื่อความหมายและเรื่องราวต่อผู้ชม

            "ศิลปะการแสดง  เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์ ด้วยการใช้คำพูดถ่ายทอดความคิด และศิลปะของการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก" (ลีโอ ตอลสตอย, 2528, น.3)
ศิลปะการแสดงจึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือที่มนุษย์เราใช้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดของตน เพื่อถ่ายทอดให้บุคคลอื่นได้เข้าใจรับรู้ถึงสิ่งที่ตนต้องการจะแสดงออก การแสดงถือเป็นศิลปะของการสื่อสารที่ปรากฏภาพเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้ชมสามารถรับรู้และเข้าใจได้ง่ายโดยไม่ยุ่งยากในการตีความ ส่วนอารมณ์ความรู้สึกแม้จะอยู่ในรูปลักษณะที่เป็นนามธรรมก็จริง แต่ผู้ชมทั่วๆ ไปสามารถสื่อสัมผัสได้โดยตรงจากผู้แสดง

            "ศิลปะการแสดง คือ การแสดงออกถึงจินตนาการ ความปรารถนาในจิตใจของมนุษยชาติ" (W.H.Parker, น.12)ในขณะที่การแสดงเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราทุกคนมีความปรารถนาอยากเป็นนักแสดงเสมอ  บางครั้งความรู้สึกนี้อาจถูกเก็บซ่อนไว้ภายในใจ ความรู้สึกอยากเป็นนักแสดงเกิดขึ้นกับทุกๆ คน และเป็นความรู้สึกที่อยากแสดงออก อยากถ่ายทอดระบายความรู้สึกในสิ่งที่ตนประทับใจอย่างเปี่ยมล้น หรือบางครั้งเพียงเพื่อต้องการสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ เป็นความจริงว่าความรู้สึกอยากแสดงออกของเรานั้นไม่มีในงานศิลปะแขนงอื่น ไม่ใช่ว่าเราทุกคนอยากจะเป็นนักดนตรี จิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักประพันธ์ ด้วยเหตุนี้ความเป็นนักแสดงจึงได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ มนุษย์เราทุกคนเป็นนักแสดงได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม เพราะการแสดงไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ลักษณะใด จะเป็นการกระทำที่ยั่วยวนจิตใจมนุษย์ได้มากที่สุด เราสนใจพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกัน และพร้อมที่จะแสดงออกเช่นกัน นอกจากนั้นในบางครั้งเราเสแสร้งแกล้งทำคิดว่าเราเป็นบุคคลอื่น

            "การแสดง คือ ศิลปะของการทิ้งบุคลิกของตนเอง แล้วนำเอาบุคลิกความรู้สึกของตัวละครมาสวมใส่ และทำให้การสวมใส่นั้นดูเป็นจริงเป็นจังสำหรับผู้ชม" (Edward A.Wright, 1972, p.128)การแสดงจึงเหมือนการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร ผู้แสดงต้องสวมใส่บุคลิกนั้นอย่างมีชีวิต ต้องรู้สึกในบทบาทการแสดง หากการแสดงเป็นเพียงการเสแสร้างแกล้งทำ และเพียงให้ดูเหมือนจริงผู้ชมก็จะสังเกตเห็นถึงข้อบกพร่องเหล่านั้นได้
            ผู้แสดงมีหน้าที่ในการควบคุมร่างกาย จิตใจ น้ำเสียง อารมณ์ความรู้สึกด้วยจิตสำนึกและรู้สึกจริงใจในสิ่งที่ตนเองกระทำอย่างจริงใจ นอกจากนั้นผู้แสดงต้องจำบท คำพูด ต้องศึกษาถึงบุคลิกตัวละครนั้น โดยทิ้งบุคลิกความเป็นตนเองตลอดเวลาที่สวมบท เพื่อให้ผสมกลมกลืนกันไปกับการแสดงของตัวละครอื่น การแสดงจึงคล้ายกับ "การเล่นสมมติ" เป็นความเพลิดเพลินที่มนุษย์เราทุกคนเล่นมาตั้งแต่วัยเด็ก ประสบการณ์เช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์เราเกือบทุกคน ในความพยายามที่จะหลีกหนีจากความเป็นตัวเอง ไปเป็นผู้อื่นไปมีชีวิตอยู่ในจินตนาการใหม่ ในสถานการณ์ใหม่ที่เราไม่อาจจะหาพบในชีวิตประจำวัน เราพยายามเสแสร้างคิดว่าเป็นผู้อื่น ในขณะที่มีจิตสำนึกปกติดีอยู่ทุกประการ การเสแสร้งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้ เพื่อประเมินผลของความเป็นนักแสดงได้ในที่สุดเราต้องไม่ลืมไม่ว่า ศิลปะการแสดงเป็นผลิตผลที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินนักแสดง และจากมันสมองของความเป็นมนุษย์นอกจากผลงานแล้ว สิ่งที่ติดตามมาในความเป็นศิลปะก็คือ ความคิด ทัศนคติ ศิลปินนักแสดงสร้างขึ้นมาด้วยอารมณ์ ความรู้สึกจากจินตนาการบางครั้งเป็นความกดดันอย่างรุนแรงด้วยความเจ็บแค้น ความทุกข์ยาก ความอยุติธรรม ผลงานจึงไม่ได้แสดงออกแต่ในเรื่องของความสุข ความสมหวัง ความเอื้ออาทร หากแต่เป็นความรู้สึกที่อัดอั้นจากภายในที่ทรงพลัง รุนแรง บ่อยครั้งที่งานแสดง งานศิลปะเหล่านี้มีอิทธิพลอำนาจอย่างน่ามหัศจรรย์ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ชม ผู้เสพงานศิลปะเหล่านี้ได้ และบ่อยครั้งอีกเช่นกันที่งานศิลปะได้สร้างจิตสำนึกที่ดีและไม่ดีได้

            ศิลปะการแสดงจึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือที่มนุษย์เราใช้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดของตน เพื่อถ่ายทอดให้บุคคลอื่นได้เข้าใจรับรู้ถึงสิ่งที่ตนต้องการจะแสดงออก การแสดงถือเป็นศิลปะของการสื่อสารที่ปรากฏภาพเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้ชมรับรู้และเข้าใจได้ง่ายโดยไม่ยุ่งยากในการตีความ ส่วนอารมณ์ความรู้สึกแม้จะอยู่ในรูปลักษณะที่เป็นนามธรรมก็จริง แต่ผู้ชมทั่วๆ ไปสื่อสัมผัสได้โดยตรงจากผู้แสดง

            ส่วนนาฏศิลป์ ถือเป็นแหล่งรวมศิลปะและการแสดงไว้ด้วยกัน เป็นสาขาหนึ่งของศิลปะสาขาวิจิตรศิลป์ ที่ประกอบด้วย จิตรกรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดี ดนตรีและนาฏศิลป์

            นาฏศิลป์ จึงหมายถึง ศิลปะของการฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยความประณีตงดงาม เพื่อให้ความบันเทิง ให้ผู้ที่ได้ดูมีความรู้สึกคล้อยตาม การร่ายรำนี้ต้องอาศัยเครื่องดนตรีและการขับร้องการแสดง เช่น ฟ้อนรำ ระบำ โขน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกและมีลีลาท่าการแสดงที่แตกต่างกันไป สาเหตุหลักมาจากภูมิอากาศ ภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ความเชื่อ ศาสนา ภาษา นิสัยใจคอของผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่ ที่มาของของนาฏศิลป์ไทย มาจาก 1.การเลียนแบบธรรมชาติ นำปรับประยุกต์นำเอากิริยาท่าท่างต่างๆ มาเรียบเรียงสอดคล้องติดต่อกันเป็นขบวนฟ้อนรำให้สวยงาม 2.การเซ่นสรวงบูชา การฟ้อนรำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พัฒนามาให้มีการฟ้อนรำถวายกษัตริย์ในฐานะเป็นสมมติเทพ กระทั่งกลายมาเป็นฟ้อนรำเพื่อความบันเทิงของคนทั่วไป 3.การรับอารยธรรมมาจากอินเดีย ที่สืบทอดมายังชนชาติมอญและขอมซึ่งเป็นชนชาติที่ติดต่อใกล้ชิดกับไทย ทำให้ไทยพลอยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของอินเดียไปในตัว อาทิ ภาษา ประเพณี และศิลปะการละคร ได้แก่ ระบำ ละคร และโขน

            ส่วนประเภทของนาฏศิลป์ไทย ได้แก่ โขน ละคร การแสดงรำและระบำ การละเล่นพื้นเมือง มหรสพไทย

 

สมาธิสำคัญแค่ไหน

Written by Super User on . Posted in Article

สมาธิในการแสดงเป็นหัวใจหลักที่นักแสดงขาดไม่ได้ เพราะการขาดสมาธิในการแสดง อาจทำให้การแสดงนั้นล้มเหลว ไม่เพียงแต่ที่ตัวเองเพียงคนเดียว แต่ยังพาให้ผู้แสดงร่วม และคนดูไปไม่ถึงเป้าหมายของการแสดงด้วย

สมาธิมีความสำคัญต่อการแสดงอย่างมาก ยิ่งมีสมาธิมากก็ยิ่งทำให้จำบทละครและเรื่องราวที่กำลังแสดงอยู่ได้แม่นมากขึ้น  ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความเคลียดลงได้ เพราะเมื่อมีสมาธิมากขึ้นผู้แสดงก็จะลดความประหม่าในการแสดงลงด้วย การมีสมาธิสูงของนักแสดง ช่วยให้นำเสนอเรื่องราวได้อย่างเข้มข้น สร้างความประทับใจต่อผู้ดูได้เป็นอย่างดี

พัฒนาการการแสดงในฉบับหม่อมน้อย

Written by Super User on . Posted in Article

            ความรักในศิลปะการที่ดูเหมือนจะเป็นโลกทั้งใบของหม่อมน้อย เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เรียนศิลปะการละคร ที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ อาจารย์สดใส พันธุมโกมล คือครูที่จุดประกายความรัก ความบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ผู้นี้ เสน่ห์ของงานละครทำให้หม่อมน้อยคลุกคลีอยู่ในแวดวงศิลปะการละครนับตั้งแต่อายุ 19 จนถึงปัจจุบันกว่า 35 ปี
 “ผมเป็นคนไม่มีไลฟ์สไตล์ ปกติใช้เวลาอยู่กับงานเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าบอกว่าเป็นคนบ้างานนี่ใช่เลย ตั้งแต่เรียนหนังสือมาก็ทำงาน ทำละครเวทีมาตลอด เวลาทำงานเหมือนกับเวลาพักผ่อน แม้งานหนักแต่ทำงานแล้วสนุก มีความสุข บางคนเขาพักผ่อนด้วยการไปเที่ยว แต่โดยงานเราก็ไปต่างจังหวัด ต่างประเทศอยู่แล้ว”

            “การอ่านหนังสือเมื่อก่อนเราก็เคยอ่านมามากแล้ว เมื่อจะทำละครก็ต้องกลับไปอ่านใหม่ สำหรับผมการพักผ่อนคือการนอนอย่างเดียว”

            “งานผมนี่ต้องเจอคนเยอะตลอดเวลา เพราะทำงานในกองถ่ายคนเป็นร้อย ผมไม่มีเวลาที่เป็นส่วนตัวแท้ๆ ที่อยู่ลำพังกับตัวเองเลย ช่วงหลังมานี้ผมทำบริษัท ใช้ที่บ้านเป็นโฮมออฟฟิศ ทีมงานก็นอนที่นี่ ตื่นมาก็ทำงานได้เลยเจอคนตลอดเวลา” สำหรับผู้คนทั่วไปอาจมองว่าศิลปะการละครคือ โลกแห่งมายาหรือสื่อสร้างความบันเทิง ไม่มีสาระอื่นใดมากไปกว่านั้น หากแท้ที่จริงแล้วต้นกำเนิดของการละครแท้ๆ มิใช่เพื่อความบันเทิง หากเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสอนให้มนุษย์เข้าใจชีวิตและทำความดี โดยมีต้นกำเนิดมาจากในวัด ในงานบวงสรวงเทพเจ้าของกรีก ผู้ที่มาดูละครมีจุดหมายเพื่อชำระล้างดวงวิญญาณ จะได้เกรงกลัวละอายต่อบาป

 “การทำงานของผม ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ต้องสะท้อนถึงสิ่งที่ดีงาม ศีลธรรม จริยธรรม ตลอดจนความอ่อนแอ กิเลสของมนุษย์ เราทำงานเพื่อเน้นคุณค่าทางศิลปะและคุณค่าทางจริยธรรมด้วย สมัยนี้ศิลปะการแสดงกลายเป็นคอมเมอร์เชียลอาร์ตเข้าไปทุกที ยิ่ง 20 ปีให้หลังมานี้ ยิ่งกลายเป็นคอมเมอร์เชียลสัก 90 เปอร์เซ็นต์ อาร์ตแทบไม่มีเลย”

“ผมใช้เวลาว่างส่วนหนึ่ง มาเปิดคลาสสอนนักแสดงที่สนใจจะอยู่ในอาชีพนี้จริงๆ และไปสอนตามมหาวิทยาลัยบ้าง เราพยายามวางรากฐานทางด้านการละครไว้ให้คนรุ่นหลัง เมื่อผู้ที่เราสอนเข้าถึงเนื้อหาสาระ เข้าถึงศิลปะที่เราเสนอกับคนดูว่าคืออะไร นั่นคือความสุขของผมแล้ว ผมต้องการให้เขาเข้าใจว่าศาสตร์ตรงนี้ไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่เป็นจริยธรรมด้วย และไม่ใช่สิ่งที่ทำกันเล่นๆ เพื่อการค้าการขาย”

 “ศิลปะการแสดงไม่ใช่เป็นแค่การแสดง ที่เป็นการสื่อสารแค่ภายนอก แต่ต้องสะท้อนมาจากจิตวิญญาณด้านในของผู้แสดง ที่ต้องเข้าถึงความเป็นชีวิตของตัวละครนั้นๆ เป็นการสอนให้รู้จักโลกและชีวิต ให้เราได้เห็นเนื้อแท้ของมนุษย์ ทั้งความดีงามและกิเลสด้านใน สนอให้เห็นสุข เห็นทุกข์ เห็นอารมณ์หลากหลายอันซับซ้อนของมนุษย์ เหมือนเป็นการสอนสัจธรรม สอนการเรียนรู้ชีวิตให้กับผู้แสดงและผู้ชมไปในตัว”

 “เวลาที่สอนนักแสดงเราจะให้เขาวางตัวตนของเขาลงเหมือนเป็นความว่าง เป็นการลดอัตตาของตนเพื่อจะได้สวมบทบาทของตัวละครที่เขาเล่นได้สนิท คนที่มีอัตตามาก สลัดความเป็นตัวตนของตนเองไม่ได้ จะไม่สามารถเป็นนักแสดงที่ดีได้”

 “การสอนเรื่องแอ็กติ้งนี่สำคัญมาก นักแสดงต้องรู้ทุกจังหวะก้าวของการเคลื่อนไหว ต้องจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ ผมพบว่านักแสดงหลายคนที่สนใจทำสมาธิ เห็นได้ชัดว่าจิตใจเขาจะนิ่งและมีสติ การแสดงของเขาจะพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมจริงๆ”

เรียบเรียง จาก นิตยสารธรรมดา ฉบับที่1 ปี 2552