Articles

พัฒนาการการแสดงในฉบับหม่อมน้อย

Written by Super User on . Posted in Article

            ความรักในศิลปะการที่ดูเหมือนจะเป็นโลกทั้งใบของหม่อมน้อย เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เรียนศิลปะการละคร ที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ อาจารย์สดใส พันธุมโกมล คือครูที่จุดประกายความรัก ความบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ผู้นี้ เสน่ห์ของงานละครทำให้หม่อมน้อยคลุกคลีอยู่ในแวดวงศิลปะการละครนับตั้งแต่อายุ 19 จนถึงปัจจุบันกว่า 35 ปี
 “ผมเป็นคนไม่มีไลฟ์สไตล์ ปกติใช้เวลาอยู่กับงานเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าบอกว่าเป็นคนบ้างานนี่ใช่เลย ตั้งแต่เรียนหนังสือมาก็ทำงาน ทำละครเวทีมาตลอด เวลาทำงานเหมือนกับเวลาพักผ่อน แม้งานหนักแต่ทำงานแล้วสนุก มีความสุข บางคนเขาพักผ่อนด้วยการไปเที่ยว แต่โดยงานเราก็ไปต่างจังหวัด ต่างประเทศอยู่แล้ว”

            “การอ่านหนังสือเมื่อก่อนเราก็เคยอ่านมามากแล้ว เมื่อจะทำละครก็ต้องกลับไปอ่านใหม่ สำหรับผมการพักผ่อนคือการนอนอย่างเดียว”

            “งานผมนี่ต้องเจอคนเยอะตลอดเวลา เพราะทำงานในกองถ่ายคนเป็นร้อย ผมไม่มีเวลาที่เป็นส่วนตัวแท้ๆ ที่อยู่ลำพังกับตัวเองเลย ช่วงหลังมานี้ผมทำบริษัท ใช้ที่บ้านเป็นโฮมออฟฟิศ ทีมงานก็นอนที่นี่ ตื่นมาก็ทำงานได้เลยเจอคนตลอดเวลา” สำหรับผู้คนทั่วไปอาจมองว่าศิลปะการละครคือ โลกแห่งมายาหรือสื่อสร้างความบันเทิง ไม่มีสาระอื่นใดมากไปกว่านั้น หากแท้ที่จริงแล้วต้นกำเนิดของการละครแท้ๆ มิใช่เพื่อความบันเทิง หากเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสอนให้มนุษย์เข้าใจชีวิตและทำความดี โดยมีต้นกำเนิดมาจากในวัด ในงานบวงสรวงเทพเจ้าของกรีก ผู้ที่มาดูละครมีจุดหมายเพื่อชำระล้างดวงวิญญาณ จะได้เกรงกลัวละอายต่อบาป

 “การทำงานของผม ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ต้องสะท้อนถึงสิ่งที่ดีงาม ศีลธรรม จริยธรรม ตลอดจนความอ่อนแอ กิเลสของมนุษย์ เราทำงานเพื่อเน้นคุณค่าทางศิลปะและคุณค่าทางจริยธรรมด้วย สมัยนี้ศิลปะการแสดงกลายเป็นคอมเมอร์เชียลอาร์ตเข้าไปทุกที ยิ่ง 20 ปีให้หลังมานี้ ยิ่งกลายเป็นคอมเมอร์เชียลสัก 90 เปอร์เซ็นต์ อาร์ตแทบไม่มีเลย”

“ผมใช้เวลาว่างส่วนหนึ่ง มาเปิดคลาสสอนนักแสดงที่สนใจจะอยู่ในอาชีพนี้จริงๆ และไปสอนตามมหาวิทยาลัยบ้าง เราพยายามวางรากฐานทางด้านการละครไว้ให้คนรุ่นหลัง เมื่อผู้ที่เราสอนเข้าถึงเนื้อหาสาระ เข้าถึงศิลปะที่เราเสนอกับคนดูว่าคืออะไร นั่นคือความสุขของผมแล้ว ผมต้องการให้เขาเข้าใจว่าศาสตร์ตรงนี้ไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่เป็นจริยธรรมด้วย และไม่ใช่สิ่งที่ทำกันเล่นๆ เพื่อการค้าการขาย”

 “ศิลปะการแสดงไม่ใช่เป็นแค่การแสดง ที่เป็นการสื่อสารแค่ภายนอก แต่ต้องสะท้อนมาจากจิตวิญญาณด้านในของผู้แสดง ที่ต้องเข้าถึงความเป็นชีวิตของตัวละครนั้นๆ เป็นการสอนให้รู้จักโลกและชีวิต ให้เราได้เห็นเนื้อแท้ของมนุษย์ ทั้งความดีงามและกิเลสด้านใน สนอให้เห็นสุข เห็นทุกข์ เห็นอารมณ์หลากหลายอันซับซ้อนของมนุษย์ เหมือนเป็นการสอนสัจธรรม สอนการเรียนรู้ชีวิตให้กับผู้แสดงและผู้ชมไปในตัว”

 “เวลาที่สอนนักแสดงเราจะให้เขาวางตัวตนของเขาลงเหมือนเป็นความว่าง เป็นการลดอัตตาของตนเพื่อจะได้สวมบทบาทของตัวละครที่เขาเล่นได้สนิท คนที่มีอัตตามาก สลัดความเป็นตัวตนของตนเองไม่ได้ จะไม่สามารถเป็นนักแสดงที่ดีได้”

 “การสอนเรื่องแอ็กติ้งนี่สำคัญมาก นักแสดงต้องรู้ทุกจังหวะก้าวของการเคลื่อนไหว ต้องจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ ผมพบว่านักแสดงหลายคนที่สนใจทำสมาธิ เห็นได้ชัดว่าจิตใจเขาจะนิ่งและมีสติ การแสดงของเขาจะพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมจริงๆ”

เรียบเรียง จาก นิตยสารธรรมดา ฉบับที่1 ปี 2552