Articles

ครูเล็ก ภัทราวดี พูดถึงคนที่อยากเป็นนักแสดง

Written by Super User on . Posted in Article


   ในมุมมองของคุณครูเล็ก คนที่อยากจะเป็นนักแสดง จะต้องทำยังไงบ้าง ถึงจะทำอาชีพนี้ได้
         - นักแสดงแบ่งออกเป็นหลายเกรด เราจะไปให้ถึง Fine Art ให้สูงสุดของการเป็นนักคิด และ นักแสดง การเป็นนักแสดงเฉยๆ มันก็จะได้อยู่แค่ส่วนหนึ่งของชีวิต คนที่จะเป็นนักแสดงเฉยๆ พอมาถึงช่วงหนึ่งของชีวิตมันต้องฉลาดและคิดเป็น พอคิดเป็นก็จะรู้ มีพัฒนาการ เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้กำกับการแสดง หรือเป็นผู้เขียนบท หรือเป็นผู้สร้างงาน บางคนก็เป็นนักแสดงเฉยๆ ไปตลอดชีวิต ก็เป็นแม่ เป็นป้า เป็นยาย ก็ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องมีพัฒนาการขึ้นไป แต่ให้รู้ว่าการเป็นนักแสดงมันมีพัฒนาการ เหมือนเราเป็นเสมียน แล้วเราขึ้นเป็นผู้จัดการได้ เราเป็นเจ้าของบริษัทได้

   แล้วเป็นเป้าหมายของนักแสดงหรือเปล่าคะ ที่ต้องพัฒนาขึ้นไปเป็นผู้กำกับ คนเขียนบท หรือคนสร้างงาน
         - จริงๆ แล้วมันควรจะเป็น เพราะว่าการเป็นนักแสดงเฉยๆ มันเป็นนักแสดงได้ทั้งชีวิต แต่เราสามารถเป็นนักแสดง แล้วในเวลาเดียวกันเราก็สามารถเป็นผู้กำกับได้ เราเป็นคนคิดงานก็ได้ เราเป็นครูก็ได้ อันนี้เราจะมีประโยชน์ มีงาน และเราก็จะหลากหลายขึ้น แล้วเราก็จะได้ทำงานที่มีสติปัญญา ความคิด แล้วสามารถรวบรวมความรู้ไว้ถ่ายทอดบุคลากรรุ่นต่อไป 
          การที่จะเป็นนักแสดงประเภทนั้นมันต้องมีการเรียนรู้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต มันไม่ใช่แค่มาเรียน 3 ขั้นแล้วก็จบ หรือว่าเป็นนักแสดงที่เล่นพอเป็น ก็คิดว่าสอนได้ ไม่ใช่! คนที่จะสอนได้ต้องเรียนรู้ ก ข ของพื้นฐานการแสดง หมายความว่าเมื่อเรียนรู้แล้วมาปฏิบัติจนเข้าใจ ก็ไปเรียนเพิ่มเติม แล้วก็ปฏิบัติจนเข้าใจ ทำได้ จนเชี่ยวชาญ 
          ตอนนี้ก็สามารถเป็นนักแสดงได้ กำกับการแสดงได้ เป็นครูได้ แทนที่จะมีอาชีพเดียว ก็จะมี 2-3 อาชีพขึ้นมา แล้วก็จะเป็นบุคลากรที่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน ในบั้นปลายของชีวิต การที่เป็นนักแสดงเฉยๆ ก็เหมือนกับเราเป็นเสมียนไปตลอดชีวิต ก็แล้วแต่ใครจะคิด

   ไม่เว้นแม้กระทั่งได้ตุ๊กตาทอง ศิลปินแห่งชาติ 
         - จริงๆ แล้วคนที่จะเป็นศิลปินแห่งชาติได้ เขาก็ยังเป็นนักแสดง แต่เขาก็ได้พัฒนาการเรียนรู้จาก ประสบการณ์ จนเขาสามารถมีความเป็นครู เขาสอนได้ เขาถ่ายทอดได้ เขามีความเป็นครู เขาได้รวบรวมเทคนิคเฉพาะกิจที่เขาเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จนเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบรู้ ในเทคนิค ทำได้ สร้างตำราได้ อันนั้นคือศิลปินแห่งชาติ 
          ทำได้อย่างเดียวสอนไม่ได้ ไม่น่าจะเป็นเพราะไม่มีประโยชน์ คนโบราณเขาอาจจะไม่ได้เรียนกับฝรั่งมังค่า แต่เขาก็มีครูทุกคน เขาก็จะเรียนกับครูบาอาจารย์จากบ้านนั่นแหละ เขาจะมีครู แล้วคนเหล่านี้จะบอกได้เลย ว่าเริ่มต้องยังนั้น 1 2 3 4 ต้องอย่างนี้เพราะมีครู คนที่มีครูเท่านั้น ที่จะพัฒนางานของตัวเองให้ไปถึงสูงสุดได้ เขามีรากฐานที่มาที่ไปของความรู้ แล้วก็ทำงานต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่หยิบหย่ง ไม่ใช่ทำบ้างหยุดบ้าง พวกนี้ถึงจะเป็นศิลปินที่แท้จริง

   คุณครูเล็กมองว่าประโยชน์หรือคุณูประการของนักแสดงต่อแผ่นดินคืออะไรคะ
         - งานศิลปะนี่เมื่อตอนเด็กๆ มันก็จะสนุกสนานที่ได้เป็นดารา เป็นผู้มีชื่อเสียงได้ทำงานศิลปะที่เรารัก เมื่อโตขึ้นไปนิดหนึ่ง ฝีมือจะต้องถูกกล่อมเกลาจิตใจตามไป นี่คือการพัฒนาการที่ถูกพัฒนาการของการเป็นศิลปินที่ดี จิตใจที่ถูกกล่อมเกลาตามไปเพราะงานจะละเอียดละออ และงานจะถูกขัดเกลาให้มีคุณธรรมในการนำเสนอ ประเด็นที่นำเสนอถึงจะซุกซนอย่างไรก็ตามแต่ ก็จะมีคุณธรรมในการนำเสนอ 
          เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่ศิลปินต้องถูกกล่อมเกลา ต้องมีความรอบรู้ ต้องมีวิชา ทั้งในด้านของศาสตร์ที่เราทำอยู่ วิชาในเรื่องของการกล่อมเกลาในเรื่องของธรรมะ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เป็นอันตรายกับประชาชนเป็นอย่างมาก จะเห็นว่าในยุคของบ้านเมืองเสื่อม ศิลปะก็เสื่อม จึงทำให้บ้านเมืองเสื่อม ใครมาก่อนมาหลังไม่ทราบแต่มันมาคู่กัน เพราะฉะนั้นบ้านเมืองจะเสื่อมไม่ได้หากศิลปะนั้นไม่เสื่อม

   หนทางของคนที่อยากมีอาชีพนักแสดง สมมุติคนเรียนจบมหาวิทยาลัย อยากทำอาชีพนี้ จุดเริ่มต้นควรจะไปหาใคร ควรจะทำอะไรเป็นอันดับแรก
         - จุดเริ่มต้นก็ต้องถามตัวเองว่าจะเป็นนักแสดงไปตลอดชีวิตหรือไม่ แล้วจะเป็นประเภทไหน ถ้าจะเป็นเพื่อโด่งดังแล้วได้เงินเยอะๆ ก็จะเป็นกาฝากของวงการ แต่ถ้าตั้งใจจะทำไปทั้งชีวิตให้ได้ดีที่สุด ก็หมายความว่า จะมีการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต อันนี้คือการสมควรที่จะเข้ามายึดอาชีพและมีประโยชน์ เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้ามาเป็นกาฝากนี่ ครูดีๆ เขาไม่สอนให้หรอก นอกจากครูที่จะเอาเงินเยอะๆ ครูดีๆ เขาไม่สอน ถึงเขาสอนก็สอนให้นิดเดียว จะไม่ได้ความรู้ที่จะโต เพราะว่าเขาเห็นในความไม่คุ้มค่าที่จะสอน จะเอาไปได้เพียงผิวเผิน

   ถ้ามองจากคนภายนอก ก็แสดงว่าตอนนี้คนที่อยากเป็นนักแสดงจริงๆ ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความหมายของศิลปะการแสดง 
         - ใช่ ไม่เข้าใจ นึกว่าดารานี่ได้เงินง่าย เป็นเร็ว แล้วทุกๆ หลายคนก็จะบอก ที่สัมภาษณ์ ได้ยินมาว่าจะเอาเงินไปทำอย่างอื่น อย่างนี้จัดเป็นกาฝาก ไม่มีประโยชน์เลย มาแย่งที่คนที่เขาตั้งใจจะมุ่งมั่น ยึดเป็นอาชีพ

   ถ้าถามตัวเอง แล้วตอบว่าหลงใหลในศิลปะการแสดง ขั้นตอนต่อไปต้องทำอะไรอีก
         - แล้วต้องถามว่าตัวเองมีความอดทนแค่ไหน ในชีวิตนี่เกิดมามีความอดทนแค่ไหน ถ้าความอดทนน้อยมากไปทำอย่างอื่น ถ้าทำเองมีความอดทน และมีความสม่ำเสมอ อย่างเช่นไปโรงเรียน ก็ไปทุกวัน ไม่ใช่ไปๆ หยุดๆ ทิ้งๆ ขว้างๆ ทำการบ้านก็ทำทุกวัน ถ้าทำสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเรียนเก่ง ก็น่าจะอยู่ตรงนี้ได้ ก็คือไปหาครูที่เป็นมืออาชีพ

   เอ่ยนามได้ไหมคะ ที่เมืองไทย มีสักกี่ท่าน 
         - ไม่เอ่ยได้ไหม ก็แค่ให้ไปหาครูที่เป็นมืออาชีพ ที่เราศรัทธาเลื่อมใส อย่าไปหาโรงเรียน หรือใครที่สัญญาว่าจะให้เป็นดารา เพราะจะไม่ได้เป็นหรอก การที่จะเป็นนักแสดง หรือดาราได้มันอยู่ที่ฝีมือเรา แล้วต้องดูรูปร่างหน้าตาดูความจริงด้วย ถ้าเราสวยมาก สูงมาก เรามีวิชาติดตัว เราไปสมัครงานที่เอเจนซี่ไหน หรือคณะละคร คณะภาพยนตร์ คณะอะไร ก็อาจมีสิทธิ์ 
          แต่ถ้าหากหน้าตาสวยมาก แต่ไม่มีวิชาก็จะโดนหลอก หรือว่าถ้าเป็นได้ก็จะเป็นแบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะคนที่จะเกิดได้ต้องเกิดด้วยฝีมือของตนเอง ผสมกับฝีมือของผู้กำกับการแสดง เพราะฉะนั้น การที่เราจะไปสมัครที่ไหนเราก็จะต้องดูว่าคนทำงานที่นั่นมีฝีมือแค่ไหน ถ้าอะไรก็ได้ ที่จะทำให้เกิดเป็นดารา ก็จะเกิดเป็นอะไรก็ได้ คนเราเลือกที่เกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินได้ ต้องใจเย็น ต้องอดทนหาวิชาความรู้เพิ่มเติม นอกจากสวยแล้วต้องมีวิชาถึงจะมีค่า 
          แต่ถ้ามองดูตัวเองแล้วอ้วน เตี้ย แล้วก็ดูไม่ค่อยได้ ต้องเข้าใจว่าเป็นนางเอกไม่ได้นะ เป็นตลกได้ไหม เล่นเป็นตัวอื่นได้ไหม แล้วก็พิจารณาตัวเองตามความเป็นจริง แล้วก็พัฒนาตัวเองไปตามนั้น หรือว่าเราอาจจะไปทำไฟ ทำคอสตูม ไปออกแบบฉาก ก็ต้องหาความรู้ทั้งนั้น ไม่ใช่อยากทำคอสตูม แค่ชอบซื้ออเสื้อผ้าก็เป็นคอสตูมได้ ต้องไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเสื้อผ้า ของสมัยต่างๆ เข้าห้องสมุดไปศึกษา ไปคุยกับผู้รู้ รู้จักลักษณะของผ้า 
          ถ้าไปทำไฟ ก็ต้องเรียนรู้ อาจจะเป็นเด็กเดินสายไฟให้เขาก่อน แล้วก็ค่อยๆ เรียนรู้ คือมันไม่ใช่ว่าเป็นเด็กยกของแล้วจะโตไม่ได้ แต่จะโตได้ก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา แต่จะให้พี่ส่งเสริมหนูหน่อยไม่มีทางหรอก ใครจะทำไม่ไม่ใช่พ่อใช่แม่

   สมมุติว่าบอกว่าไปสมัครที่บริษัทการแสดงนั้นหมายถึงมีการรับสมัครที่เป็นรูปธรรม
         - เขาก็รับสมัครกันอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าอย่าลืมว่ามีคนมาสมัครเป็นหมื่น ถ้าเราไม่ได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าเราทื่อบื่อ มันก็ไม่น่าสนใจ ถ้าเราดูแล้วมีคาเรกเตอร์ คือมีความร่าเริง มีความกระฉับกระเฉง ช่างพูดช่างคุย นิสัยดี อันนี้เขาจะสนใจ ถ้าหยาบคายกร้าวร้าว ก็คงไม่มีใครเขาสนใจ หรือว่านุ่มนิ่มตุ๋มติ๋ม เงียบเชียบ สงบเสงี่ยมจนกระทั่งเป็นหอยทาก ก็ไม่มีใครสนใจ 
          เพราะฉะนั้นความพอดีอยู่ตรงไหนต้องค้นหา บางคนก็เจอ บางคนไม่เจอ ก็ไปทำอาชีพอื่น ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เราต้องดูตัวเอง เราแค่อยากจะเป็น แต่บางคนอยากจะเป็นนะแต่พูดไม่เป็นสักคำ จะอ้าปากก็เหมือนดอกพิกุลจะล่วงมาจากปาก อยากเป็นนักแสดงเป็นได้ไง เพราะการแสดงคือการสื่อสารทางภาษา หมายความว่าพอแสดงปุ๊บปากต้องพูด พูดชัดเจน พูดคมคาย พูดอย่างมีสติปัญญา ถ้าเป็นนักเต้นร่างกายก็จะต้องสื่อสารได้โดยไม่ต้องพูด

   ในชีวิตจริงเราจะเห็นคนที่ดังประสบความสำเร็จมาจากแมวมอง
         - ใช่แต่ว่าเขาไปเดินให้แมวมอง เขาไปอยู่ในที่แมวจะมอง แล้วแมวนี่จะมอง เห็นคนที่สวยสง่า มีราศี มีคาเรกเตอร์สำคัญและมีวิชา มีความสามารถ บางคนแมวมองเห็นว่า โอเค หน้าตาใช้ได้ เขาก็จะส่งมาฝึก บางคนฝึกได้ก็ได้ไป บางคนฝึกไม่ได้ก็ดับไป บอกได้เลยว่าหน้าตาสวยหน้าตาหล่อแต่ไม่เคยเรียนอะไร แล้วอยากเป็นดาราหน่ะ ลืมไปเลย

อย่างพวกที่เขาไปเรียนในมหาวิทยาลัยล่ะคะ
         - จริงๆ แล้วในมหาวิทยาลัยมันก็เป็นการศึกษาที่ดีนะคะ เพราะเด็กนี่จบมาแล้วก็จะรู้เข้าใจวรรณคดี การอ่าน ทำวิจัย มันเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดี สังเกตในที่มหาวิทยาลัยจะขาดก็คือความเชี่ยวชาญ

   ระดับการศึกษาจำเป็นไหมคะที่จะมีวุฒิภาวะที่จะตัดสินใจด้านนี้
         - คือเด็กเดี๋ยวนี้การเป็นศิลปิน ถ้าจะไปให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ระดับการศึกษาต้องปริญญาตรี เดี๋ยวนี้ปริญญาโทเยอะแล้ว ปริญญาโทยังเป็นแค่ตัวประกอบเลย

   เพราะวุฒิภาวะทำให้เข้าใจศิลปะกับพาณิชย์ได้ชัดมาก
         - ใช่ จะมองถูกอย่างชัดมาก คือมีวุฒิภาวะนี่เด็กจะวิเคราะห์ได้ ว่างานไหนเป็นพาณิชยศิลป์ หรือว่างานนี้เป็นวิจิตรเพราะว่า คนดูประเภทนี้ เหมือนกับคนกินข้าวประเภทนี้ ควรจะทำอาหารอะไรให้ทาน สามารถจะวิเคราะห์ได้ เพราะฉะนั้นงานที่เอาไปให้แต่ละกลุ่ม ก็จะถูกวิเคราะห์วุฒิภาวะต้องบวกประสบการณ์ด้วย ถ้าไม่อย่างงั้นแล้วบางทีก็จะไม่เข้าใจว่ากาละเทศะคืออะไร

   แสดงว่าศิลปินจะให้ศิลปะที่ดีต้องประเมินคนดู ?
         - ใช่ เราต้องประเมินคนดู แล้วเราต้องเหนือคนดู ต้องประเมินคนดูว่าคนดูนั้นคือใคร สมมติว่าถ้าเราเล่นต่างจังหวัด คนดูหนึ่งหมื่นคน คนต่างจังหวัดเขามีอารมณ์พื้นบ้าน เขามีความเฮ้ว เขามีความมัน ตรงนั้นหมายความพลังงานของคนดูเยอะ พลังงานที่เล่น ความกระฉับกระเฉ่ง กำลังภายในก็ต้องเยอะมาก ไม่งั้นเรียกว่าเอาคนไว้ไม่อยู่ 
          ถ้าเราเล่นให้คน 10 คนดู เราก็พอประมาณเพราะว่าเราเล่นเผยแพร่ให้คนเพียง 10 คน แต่ถ้าจะให้คนคึกคักมากนี่ เราต้องคึกคักเหนือกว่า พลังจิตเหนือกว่า เห็นไหมเวลาฝึก ไม่แค่ฝึกแค่กำลังกาย ต้องฝึกพลังจิตด้วย พลังจิต ลมหายใจ สติ สมาธิ ต้องเหนือกว่าคนดู ยิ่งจำนวนมากเท่าไหร่เราต้องเก่งกร้าวแค่นั้น

   แต่อีกด้านหนึ่งนะคะ ก็คือว่าการประเมินคนดูออกมาต่ำๆ เช่นคนไทยรับได้แค่นี้ มันก็เลยเล่นห่วยๆ เหมือนครูเล็กพูดตอนแรก
         - นั่นก็ดูถูกคนดูไง หลายๆ คนจะดูถูกคนดูเพราะว่าตัวเองไม่รู้เกินกว่านั้น ก็เลยจะอ้างคนดู เวลาเราทำอะไรคนไม่ดู เราก็จะอ้างคนดูโง่ ดูไม่เป็น แต่ถ้าเรามาพิจารณางานของเราจริงๆ เราก็จะเห็นว่า งานนี้มันอาจดีจริง แต่ว่ามันไม่เหมาะกับคนดู อย่างเช่นเราไปงานศพ แล้วใส่สีแดงเขาเรียกว่าผิดกาละเทศะ เสื้อสีแดงเราอาจจะสวย มันผิดกาลเทศะ 
          เพราะฉะนั้นเราจะให้อาหารเด็กอ่อนกิน ก็ต้องเป็นอาหารเด็กอ่อนทานได้ ไม่ใช่เอาสะเต๊ะชิ้นใหญ่ไปให้เด็ก แต่อาหารเด็กอ่อนก็ต้องเป็นอาหารที่มีคุณค่าได้เช่นกัน การให้สิ่งที่มีคุณค่าให้ถูกกาลเทศะ นี่คือความรอบรู้ทำได้ไม่จำเป็นต้องเสียจุดยืน ไม่จำเป็นต้องไร้สาระ อย่างเช่นเอาอาหารให้ทารก เราก็ไม่ได้เอาขยะให้เด็กกิน เราเอาอาหารที่ดีที่สุดให้เด็กกิน แต่เขากินได้

ข้อห้าม และข้อพึงระวังในการประกอบอาชีพ และการปฏิบัติตัวของนักแสดงให้ได้เป็นนักแสดงจริงๆ หรือไม่ให้กลายไปเป็นคนติดยา
          กำลังกายต้องดี ข้อที่พึงระวังก็คือ นักแสดงไม่มีอะไรอื่นเลย นอกจากร่างกายและเสียง และจิตใจที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน สติ ปัญญา ร่างกาย จิตใจ และเสียง เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องพัฒนาให้ดีงามตลอดเวลา ร่างกายต้องกินอิ่มนอนหลับ กินอาหารที่มีประโยชน์ แล้วก็ผิวพรรณผ่องใสจะสวยหรือไม่สวยไม่สำคัญ แต่ผิวพรรณต้องผ่องใส และดูดีไม่ใช่หน้าโทรม สิวเขรอะ แล้วก็สกปรก หัวหูเป็นเหา คือต้องสะอาดสะอ้าน แต่งเนื้อแต่งตัวก็ให้เหมาะสมกับกาละเทศะ 
          เราไปอยู่กับพวกเด็กๆ ก็ใส่ยีนส์ ใส่เสื้อขาดๆ อะไรก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องมีความเท่ห์เก๋ เพราะมีร่างกายเป็นโชว์รูม เราอยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ก็ควรแต่งตัวให้สุภาพ และเท่ห์เก๋ น้ำเสียงต้องฝึกพัฒนาต้องมีเสียงที่ไพเราะ มีวาจา มีวาทะศิลป์ ไม่ใช่อะไรด่า สองคำด่า ใครได้ยินได้ฟังก็เสื่อมศรัทธา และการรู้จักพูดจานั้น ก็ไม่ใช่ว่าพูดจาตอหลดตอแหล พูดจาแล้วเป็นมงคลแก่ตัวเอง เป็นมงคลแก่ผู้ฟัง และมีจิตใจที่งาม ก็จะมีแต่รอยยิ้มที่งาม คนที่จิตใจไม่งามยิ้มไม่ค่อยออก หน้าก็จะบึ้งตึง ตาถลนทะลัก แล้วถ้าจิตใจที่งามถึงไม่ยิ้มแฉ่งแต่ในตาหรือใบหน้าก็มีความเป็นมิตร มันก็ทำให้โชว์รูมของเราผ่องใส เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กๆ ด้วย

   คนที่ฝันอยากเป็นนักแสดง นอกเหนือจากสิ่งรูปธรรมที่กล่าวมาแล้วนี่ จะขาดอะไรไม่ได้คะ
         - ขาดวิชา ขาดไม่ได้

   วิชาหมายถึงจะต้องเรียนกับผู้รู้จริงเท่านั้นหรือว่าอะไร
         - เราเรียนรู้จากโทรทัศน์ การดู การสังเกตก็ได้นะ แต่ว่ามันก็เหมือนกับเราเรียนภาษาไทยเราจะเรียน ก ข จากไหนหล่ะ เราแค่ดูว่าเขาเขียนอย่างนี้ แล้วเราจะไปรู้ไหม ถ้ามีครูสักนิดหนึ่ง เราก็พอจะรู้ ก.ไก่ เขียนอย่างไง ฮ.นกฮูกเป็นอย่างไง พอเรารู้พื้นฐานเราก็ค่อยๆ พัฒนาไปได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด เราจะค่อยๆ รู้ 
          แม้กระทั่งตัวเอง บางทีทำมา 30 ปี เราก็จะอ๋อที่ครูเขาพูดไว้ หรือเคยอ่านหนังสือเจอเมื่อ 30 ปีที่แล้วมันหมายถึงอย่างนี้เอง เพิ่งเข้าใจเพราะว่ามีพื้นฐานมาแล้ว เราก็อ่านหนังสือ เราก็มีครูคนนี้คนนั้น ฟังไปเรื่อยๆ สังเกตจากโทรทัศน์บ้าง ภาพยนตร์ดีๆ บ้าง มันก็จะอ๋อ มันจะเข้าใจเรื่อยๆ เพราะยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ ความรู้มันก็จะมากขึ้น สำหรับดิฉันที่ขาดไม่ได้คือวิชา หน้าตาอย่างไรก็ได้ และที่ขาดไม่ได้ก็คือสติ สมาธิ การกินเหล้าเมามายหรือเสพยามันไม่ได้เพราะมันทำให้ร่างกายอ่อนแอ ทำให้สมองเสื่อม มันเหมือนเอาขี้มาป้ายโชว์รูมเรา

   แล้วอย่างที่ว่ามา IQ มันจำเป็นไหมคะ จำเป็นที่สุดไหมคะ
         - ที่สอนเด็กมานะคะ มันจะมีเด็กที่เรียนเร็ว แล้วก็หยุด เพราะอีโก้สำคัญผิด คิดว่าตนเองเก่ง ก็หยุดเหมือนกระต่ายกับเต่า จะมีเด็กบางคนช้ามาก แต่บัดนี้มันไปถึงวิจิตรศิลป์ เพราะมันไม่หยุดเดินไง 
          ในโทรทัศน์ที่เห็นนี่ พวกเล่นเว่อร์ ๆ กรี๊ดๆ กร๊าดๆ แต่ไม่รู้ว่าเล่นอะไร พวกนี้ไม่ได้กล่อมเกลามาไง ไม่เข้าใจมนุษย์ พอเขาบอกเป็นตัวผู้ร้าย ทุกคำก็จะร้ายหมดไม่เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนอยากเป็นคนดีทั้งนั้น ถ้านักแสดงไม่เข้าใจมนุษย์ วิชามันไม่มี เข้าใจผิดคิดว่าตัวเก่งได้เงินเยอะได้ค่าตัวเยอะ คิดว่าใช่ คิดว่าเป็นนักแสดง แต่จริงๆ ไม่ใช่

        คือจะให้ชาวบ้านที่เขาฝันจะเป็นนักแสดง จะได้รู้ว่ามันมีข้อเท็จจริงอย่างไร นอกเสียจากมันฟุ้งๆ อยู่
         - ต้องบอกว่าครูเข้ามาเป็นนักแสดงก็ฟุ้งๆ ก็เหมือนคนทั่วไป ฟุ้งๆ อยากเป็นนักแสดง รู้แค่นั้น อยากเป็นนักแสดง แต่เผอิญมีผู้รู้บอกไปเรียนซิ จึงไปเรียน เพราะก่อนหน้าที่จะไปเรียน ก็เป็นนักแสดง เป็นนางแบบ คิดว่าเราเจ๋ง เด่นสุด มันทุเรศมากเลย เพราะเราไม่รู้ พอไปเรียนกลับมางานก็ดีขึ้น แต่ก็ยังขัน เพราะว่าที่เรียนรู้ 2 ปีจบมามันก็คือปฐม 1 ทุกปีเราเรียนรู้มากขึ้น มันก็มีพัฒนาการ จากอะไรที่ฟุ้งๆ ก็ชัดเจน จนทุกวันนี้เชื่อว่า เฉพาะคนที่เป็นนักแสดงที่รอบรู้เท่านั้น ที่จะเอาศิลปะเอาไปใช้ได้ ในกิจการต่างๆ มีประโยชน์ ไม่งั้นก็จะเล่นตลก บ้าๆ บอๆ ไร้สาระไปวันๆ หนึ่งเพื่อให้ได้เงิน